คาสิโนออนไลน์

คาสิโนออนไลน์
คาสิโนออนไลน์

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562

ดื่มอะไรดี หลังออกกำลังกายในหน้าร้อน ถึงจะเรียกพลังและความสดชื่นกลับมา

ดื่มอะไรดี    หลังออกกำลังกายหน้าร้อนควรดื่มน้ำอะไรดี ถึงจะเรียกพลังและความสดชื่นกลับมา


ดื่มอะไรดี  ฤดูร้อนแบบนี้ แทบไม่มีใครอยากออกกำลังกายช่วงนี้เลยจริง ๆ แต่ด้วยตารางฝึกซ้อมหรือความมุ่งมั่นตั้งใจ แม้ว่าสภาพอากาศจะอบอ้าว และร้อนพุ่งถึง 40 กว่าองศาเซลเซียส ก็ไม่อาจทำลายความตั้งใจของนักกีฬาได้เลย แต่ถึงแม้ความมุ่งมั่นตั้งใจในการออกกำลังกายจะมาเป็นอันดับแรก แต่สิ่งหนึ่งของการออกกำลังกายที่สำคัญในช่วงฤดูร้อนแบบนี้คือ "น้ำ" อย่าปล่อยให้ร่างกายเกิดภาวะที่สูญเสียน้ำและเกลือแร่บางชนิด (Dehydration) ถ้าเราได้รับน้ำทดแทนไม่ทันเวลา จะทำให้เกิดอันตรายกับร่างกาย เช่น หน้ามืด เป็นลม เกิดภาวะลมแดด ชัก ความดันต่ำ ไตวาย และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

          เห็นไหมล่ะคะว่าน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับคนออกกำลังกาย ลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่า ดื่มน้ำอะไรดีหลังออกกำลังกาย เมื่อต้องเสียเหงื่อท่ามกลางอากาศร้อน

          นายศิรพัชร ตระกูลพัฒนกร หรือ โค้ชเบส นักวิทยาศาสตร์การกีฬา จากเครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. ให้คำแนะนำไว้ว่า ในช่วงที่อากาศร้อนแบบนี้นักกีฬา หรือคนออกกำลังกายทุกคน ควรต้องจิบน้ำ ระหว่างการออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ โดยจิบน้ำทุก ๆ 15 นาที และเมื่อหลังออกกำลังกายเสร็จแล้วเครื่องดื่มที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาแนะนำ คือ



1. น้ำเปล่า 

          เป็นน้ำที่สำคัญที่สุดในระหว่างและหลังการออกกำลังกายทุกชนิด เมื่อร่างกายสูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายแล้วนั้น ควรดื่มน้ำเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวประมาณ 450-590 ซี​.​ซี. และควรดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดไม่ต่ำกว่าวันละ  8 แก้ว หรือประมาณ 3 ลิตรต่อวัน แต่ถ้าในอากาศร้อนเช่นนี้ ร่างกายอาจต้องการน้ำถึงประมาณ 4 ลิตรต่อวัน เพื่อทดแทนเหงื่อที่ร่างกายขับออกมาระหว่างวันและระหว่างการออกกำลังกาย



2. เกลือแร่

          แน่นอนว่าหลังจากที่ร่างกายเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายแล้วนั้น สิ่งที่เสียไปกับเหงื่อด้วยคือ เกลือแร่ต่าง ๆ เช่น โซเดียม คลอไรด์ โปแตสเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งการสูญเสียเกลือแร่นี้มีผลต่อสมรรถภาพทางกายของนักกีฬา ทั้งนี้การเลือกดื่มเกลือแร่ที่ปัจจุบันมีหลากหลายชนิด ให้เลือกดื่มโดยดูปริมาณของน้ำตาลที่ไม่สูงเกินไป และเมื่อหลังออกกำลังกายอย่างหนักเสร็จแล้ว ก็สามารถดื่มเกลือแร่ชดเชยได้ในปริมาณ 1 ขวด



3. น้ำมะพร้าว

          นับเป็นน้ำผลไม้ยอดฮิตของนักกีฬาเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะทำให้นักกีฬาสดชื่นแล้ว ยังให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและให้ร่างกายดูดซึมน้ำไปใช้ได้ดีขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แต่ทั้งนี้ควรเลือกน้ำมะพร้าวจากธรรมชาติ ที่ไม่ผ่านการเติมน้ำตาลเพื่อเพิ่มรสหวานจะดีที่สุด



4. น้ำผลไม้สด

          หลังออกกำลังกายเสร็จแล้วโดยเฉพาะสาว ๆ ที่ชอบดื่มน้ำผลไม้สด ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้ม น้ำมะนาว ฯลฯ โค้ชเบส แนะนำว่า เลือกดื่มได้แต่ต้องดูปริมาณน้ำตาลด้วย ผลไม้บางชนิดมีรสหวานโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่บางร้านยังเติมน้ำเชื่อมไปผสม นอกจากสารอาหารในผลไม้ลดลงแล้วนั้น ยังทำให้ร่างกายสะสมน้ำตาลจนกลายเป็นความอ้วนได้อีกด้วย

          น้ำมีความจำเป็นกับร่างกาย ในทุก ๆ วันควรดื่มน้ำให้ได้มากกว่า 3 ลิตร และถ้าหากออกกำลังกาย ร่างกายสูญเสียเหงื่อและเกลือแร่ไปแล้วนั้น ยิ่งต้องดื่มน้ำทดแทนให้ร่างกายเกิดความสมดุล และไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแบบไหนก็ควรดูเรื่องของน้ำตาลหรือน้ำหวานที่ผสมเข้าไปเป็นหลักด้วย แทนที่ร่างกายจะสุขภาพดีจากการออกกำลังกาย กลายเป็นว่าต้องมาควบคุมความอ้วนที่เกิดจากความหวานของเครื่องดื่มอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562

หัวไชเท้า สรรพคุณไม่ธรรมดา รักษาฝ้า-บำรุงร่างกาย

หัวไชเท้า ประโยชน์ของหัวไชเท้า สรรพคุณดีอย่างไร เห็นว่าเป็นผักช่วยลดน้ำหนักได้ แถมพ่วงสรรพคุณรักษาฝ้า กระ จริงเท็จแค่ไหนกัน 


หัวไชเท้า  หัวไชเท้าหรือที่หลายคนเรียกว่าหัวผักกาด เป็นผักประเภทหัวที่นำมาทำอาหารได้หลากหลาย และยังมีรสอร่อยอยู่ในตัวอีกด้วยนะคะ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นหัวไชเท้าในต้มซุป ต้มจืด และในน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเป็นประจำ แหม...คุ้นหน้าคุ้นตากันขนาดนี้คงต้องมารู้สรรพคุณของหัวไชเท้ากันหน่อยแล้วล่ะ

หัวไชเท้าหรือหัวผักกาด พืชกินหัวสีขาวน่ากิน

          หัวไชเท้าเป็นพืชประเภทหัวหรือราก มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน และเริ่มมีการแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ จากการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวจีน ดังนั้นชื่อของพืชชนิดนี้จึงมีทั้งไชเท้า ไช้โป๊ว ผักกาดหัวจีน และหัวผักกาด ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของหัวไชเท้าคือ Raphanus sativus L. และในภาษาอังกฤษก็เรียกหัวไชเท้าว่า Chinese radish



ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของหัวไชเท้า

          รากหรือหัวไชเท้ามีลักษณะเป็นรูปกรวยยาว หัวมีสีขาวไปจนถึงสีแดง ปลายของรากหรือหัวจะมีรากฝอยขนาดเล็กแทงดิ่งลงด้านล่าง ลำต้นหัวไชเท้ามีขนาดสั้น กลม และเป็นข้อสั้น ไม่มีกิ่งก้าน ส่วนนี้จะโผล่พ้นผืนดินออกมา ส่วนใบของหัวไชเท้าเป็นใบเดี่ยว แทงออกบริเวณข้อของลำต้น ขอบใบมีทั้งแบบเรียบและเว้าลึก

คุณค่าทางโภชนาการของหัวไชเท้า

          ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เผยคุณค่าทางโภชนาการของหัวไชเท้าหรือหัวผักกาดในปริมาณ 100 กรัม ไว้ดังนี้

     - พลังงาน 22 กิโลแคลอรี

     - น้ำ 93.7 กรัม

     - โปรตีน 0.8 กรัม

     - คาร์โบไฮเดรต 4.8 กรัม

     - ไฟเบอร์ 0.7 กรัม

     - เถ้า 0.7 กรัม

     - แคลเซียม 43 มิลลิกรัม

     - ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม

     - ไทอะมีน 0.01 มิลลิกรัม

     - ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม

     - ไนอะซิน 0.5 มิลลิกรัม

     - วิตามินซี 26 มิลลิกรัม


หัวไชเท้า สรรพคุณมากมายพอตัว

          ประโยชน์ของหัวไชเท้าต่อสุขภาพ มีอะไรบ้าง ตามมาอ่านเลย

1. ชะล้างสารพิษ

          ในตำรับยาจีนกล่าวว่า หัวไชเท้ามีสรรพคุณในการกระจายสิ่งหมักหมมในร่างกาย โดยมีไฟเบอร์ที่ช่วยชำระล้างผนังกระเพาะอาหารและลำไส้ เป็นผักที่ช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและระบบขับถ่าย

2. มีส่วนช่วยลดนํ้าหนัก

          หัวไชเท้าเป็นผักแคลอรีต่ำ แถมยังมีไฟเบอร์อยู่มาก เมื่อกินหัวไชเท้าจึงทำให้อิ่มไว ส่วนไฟเบอร์ก็มีส่วนช่วยในกระบวนการขับถ่าย ช่วยดีท็อกซ์ผนังกระเพาะอาหารและลำไส้ ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

3. รักษาฝ้า



            จากการศึกษาที่เผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า หัวไชเท้ามีสรรพคุณทำให้ฝ้าจางลง โดยมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชศาสตร์ที่ระบุว่า ในน้ำคั้นสดของหัวไชเท้ามีสารสกัดเมทานอลและสารสกัดเอทิลอะซิเตต ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส เอนไซม์ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีและเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดฝ้า โดยใช้น้ำคั้นสดใหม่มาทาบริเวณใบหน้า

            อย่างไรก็ตาม มีรายงานการเกิดอาการแพ้จากผู้ที่ใช้น้ำคั้นสดหัวไชเท้าด้วยนะคะ ดังนั้นจึงควรทดสอบการแพ้ก่อนด้วยการแต้มผิวหนังบริเวณกราม หรือใต้ท้องแขน เพื่อสังเกตอาการแพ้ เช่น มีผื่น บวม แดง แสบ คัน เป็นต้น

4. บำรุงผิวพรรณ

            ไม่เพียงแต่มีสรรพคุณในการชะล้างสิ่งตกค้างในกระเพาะอาหารและลำไส้ ทว่าหัวไชเท้ายังมีไฟเบอร์สูง มีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินบี วิตามินซี ฟอสฟอรัส และสังกะสี ที่เป็นอาหารชั้นดีของเซลล์ผิว มีส่วนบำรุงดูแลให้ผิวพรรณมีความชุ่มชื้น มีน้ำมีนวลด้วยนะคะ

5. บำรุงปอด ขับเสมหะ แก้ไอ



          ตำราจีนถือว่าหัวไชเท้ามีฤทธิ์เป็นยาเย็น แต่มีรสเผ็ดร้อน ซึ่งเป็นสรรพคุณที่ดีในการกระตุ้นการทำงานของปอด แก้ไอเรื้อรัง และมีส่วนช่วยขับเสมหะอีกด้วย

6. แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก

          ไฟเบอร์ในหัวไชเท้าจะช่วยปรับสมดุลในระบบย่อยอาหาร ช่วยแก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องเฟ้อ รวมไปถึงอาการท้องผูกด้วยนะคะ

7. เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

          หัวไชเท้าเป็นผักที่มีวิตามินซีอยู่จำนวนหนึ่ง และยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อื่น ๆ อีกมาก ดังนั้นการกินหัวไชเท้าจึงช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

8. บรรเทาอาการอักเสบ



          จากการวิจัย พบว่า น้ำคั้นจากหัวไชเท้าหรือการกินหัวของพืชชนิดนี้ช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้ และช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อจากการเล่นกีฬาได้ด้วย

9. แก้หวัด

          ต้มจืดหัวไชเท้าร้อน ๆ สักถ้วยยามเป็นหวัดน่าจะช่วยให้รู้สึกคล่องคอมากขึ้นได้ง่าย ๆ อีกทั้งวิตามินซีและสารอาหารเปี่ยมประโยชน์ในหัวไชเท้ายังมีส่วนช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี ยิ่งหากในต้มจืดหัวไชเท้าใส่เห็ดหอมช่วยบำรุงร่างกายด้วยก็จะยิ่งอร่อยและได้คุณค่าทางสารอาหารมากขึ้นไปอีกนะ

10. ขับปัสสาวะ

          เนื่องจากหัวไชเท้าเป็นผักที่มีน้ำมาก การกินหัวไชเท้าจึงช่วยขับปัสสาวะได้นั่นเองค่ะ และยังช่วยให้ปัสสาวะใส ไม่ขุ่นด้วยนะคะ แต่ทั้งนี้ก็ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอร่วมด้วย

          สรรพคุณของหัวไชเท้าก็ไม่น้อยหน้าผักชนิดอื่น ๆ สักเท่าไร แถมยังอร่อย ทำอาหารได้หลากหลาย ลองมาดูเมนูหัวไชเท้ากันเลย



เมนูหัวไชเท้า ของอร่อยมีประโยชน์

          - 11 เมนูหัวไชเท้า หวานอร่อยได้คุณค่า ทำอะไรก็ชวนหิว

ข้อควรระวังในการกินหัวไชเท้า

          หัวไชเท้ามีข้อควรระวังในการกินและใช้ด้วยนะคะ ตามนี้เลย


          * ไม่ควรกินร่วมกับโสมหรือตังกุย เพราะอาจไปสะเทินฤทธิ์กันเอง เนื่องจากหัวไชเท้ามีรสร้อน

          * หากใช้หัวไชเท้าสดต้องระวัง โดยเฉพาะหากใช้กับผิวพรรณ ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ทุกครั้ง

          * ผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ไม่ควรรับประทานหัวไชเท้า เพราะมีสารกอยโตรเจน (goitrogen) ที่เป็นตัวไปขวางการจับไอโอดีนของต่อมไทรอยด์ เพื่อสร้างฮอร์โมนไทรอกซิน (thyroxin) ซึ่งจะทำให้เกิดคอหอยพอกนั่นเอง

          หัวไชเท้าเป็นผักที่มีให้กินทุกฤดู ราคาไม่แพง ทำอาหารหรือขนมก็อร่อยน่ารับประทานไปหมด ที่สำคัญคือประโยชน์ต่อสุขภาพก็เยอะอีกด้วยล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

7 ประโยชน์ของคะน้า ผักใบเขียวเปี่ยมคุณค่า บำรุงสายตา ต้านมะเร็ง

ประโยชน์ของคะน้า ผักคะน้าสรรพคุณไม่ธรรมดา จัดเป็นผักเพื่อสุขภาพตัวเด็ดที่หากินง่าย ประโยชน์ของคะน้าก็ดีต่อสุขภาพอีกหลายประการ


ประโยชน์ของคะน้า  ผักใบเขียวอย่างคะน้า เป็นผักที่อยู่ที่เมนูอาหารไทยหลายเมนูด้วยกัน อีกทั้งคะน้ายังเป็นผักที่ให้ผลผลิตทุกฤดู เรียกได้ว่าหาประโยชน์ของผักคะน้ามากินกันได้ทุกวัน แต่หากใครยังไม่รู้จักประโยชน์ของผักคะน้าว่ามีสรรพคุณดีอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมได้นำประโยชน์ของคะน้า ผักใบเขียวเปี่ยมคุณค่า มาบอกต่อแล้วค่ะ

คะน้า ผักใบเขียวเพื่อสุขภาพ

          คะน้ามีชื่อภาษาอังกฤษว่า Chinese Kale คะน้าจัดเป็นพืชใบเขียวที่ใบมีสีเขียวจัด และเป็นผักที่กินได้ทั้งใบไปจนถึงก้าน ผักคะน้ามีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ทั้งคะน้าไทย คะน้าฮ่องกง ซึ่งขนาดต้นคะน้าและความกรอบ หวาน อาจแตกต่างกันเล็กน้อย ทว่าลักษณะและรสชาติโดยรวมก็ยังคงเป็นผักคะน้า พืชในตะกูลเดียวกันอยู่นั่นเอง



คะน้า สารอาหารดี ๆ มีไม่น้อย

          จากข้อมูลของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แสดงคุณค่าทางโภชนาการของผักคะน้าปริมาณ 100 กรัม ดังนี้

          - พลังงาน 31 กิโลแคลอรี

          - น้ำ 92.1 กรัม

          - โปรตีน 2.7 กรัม

          - ไขมัน 0.5 กรัม

          - คาร์โบไฮเดรต 3.8 กรัม

          - ใยอาหาร 1.6 กรัม

          - เถ้า 0.9 กรัม

          - แคลเซียม 245 มิลลิกรัม

          - ฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม

          - ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม

          - เบต้าแคโรทีน 2,512 ไมโครกรัม

          - วิตามินเอ 419 ไมโครกรัม

          - ไทอะมิน 0.05 มิลลิกรัม

          - ไรโบฟลาวิน 0.08 มิลลิกรัม

          - ไนอะซิน 1.0 มิลลิกรัม

          - วิตามินซี 147 มิลลิกรัม



ประโยชน์ของคะน้า ผักใบเขียวเปี่ยมสรรพคุณ

1. เสริมภูมิคุ้มกัน

          คะน้าเป็นผักที่มีวิตามินเอสูง แถมยังมีวิตามินซีอีกไม่น้อย ดังนั้นการรับประทานผักคะน้าจึงช่วยเพิ่มสารอาหารที่ดีต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคต่าง ๆ โดยลดโอกาสเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และลดความเสี่ยงอาการเจ็บป่วยโดยรวมได้



2. บำรุงสายตา

          สารต้านอนุมูลอิสระในผักคะน้าที่ชื่อว่าเบต้าแคโรทีน เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ หมายความว่าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นวิตามินเอ ส่งผลดีต่อการบำรุงดูแลดวงตาในด้านระบบประสาทตาและการมองเห็นได้ อีกทั้งยังมีสารลูทีน (Lutein) ซึ่งงานวิจัยพบว่า การทานอาหารที่มีลูทีนสูงจะช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจกลงถึง 20% เลยนะคะ

          - 10 วิตามินบำรุงสายตา ตาพร่า ตามัว ดูแลด้วยอาหารใกล้ตัวตามนี้

          - 10 ซูเปอร์ฟู้ดบำรุงสายตา คนติดหน้าจอ ติดโซเชียล กินให้ไว

3. เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

          จะเห็นได้ว่าคะน้าเป็นผักที่มีปริมาณแคลเซียมค่อนข้างสูง จึงจัดได้ว่าคะน้าเป็นอาหารเสริมแคลเซียมที่ดีชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่แพ้นมวัวจะหันมารับแคลเซียมจากผักอย่างคะน้าก็ได้นะคะ



4. บำรุงเลือด ป้องกันโลหิตจาง

          ในคะน้ามีโฟเลตและธาตุเหล็กสูง ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้เป็นสารอาหารจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง คะน้าจึงเป็นผักใบเขียวที่ช่วยบำรุงเลือด และลดความเสี่ยงภาวะโลหิตจางได้

          - อาหารบำรุงเลือด กินอย่างนี้สิป้องกันภาวะโลหิตจาง

5. บำรุงผิวพรรณ เพิ่มคอลลาเจนให้ผิว

          นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเบต้าแคโรทีนแล้ว ในผักคะน้ารวมไปถึงผักใบเขียวทุกชนิดยังมีสารลูทีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในเซลล์ผิว ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เรียบเนียนไร้ริ้วรอยแห่งวัยโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีหรือกระบวนการศัลยกรรมใด ๆ อีกทั้งวิตามินซีในผักคะน้ายังจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้วยนะคะ

6. ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย

          ผักคะน้ามีไฟเบอร์สูงมาก โดยเฉพาะในส่วนของใบคะน้า ดังนั้นการรับประทานผักคะน้าในปริมาณที่เหมาะสมก็มีส่วนช่วยเพิ่มใยอาหารให้ลำไส้ กระตุ้นระบบขับถ่ายให้มีความคล่องตัวมากขึ้นได้เหมือนกัน

7. ลดความเสี่ยงมะเร็ง

          คะน้าเป็นผักที่มีวิตามินเอและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ซึ่งวิตามินเอที่เราได้จากคะน้ามีคุณสมบัติเป็นสารต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และยังมีวิตามินซีช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดโอกาสเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและเซลล์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย



โทษของคะน้า อะไรที่ควรระวัง

          ในผักคะน้าจะมีสารกอยโทรเจน (Goitrogen) สารที่มีส่วนยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ โดยเฉพาะหากกินผักคะน้าดิบ ๆ ในปริมาณมาก อาจทำให้สารกอยโทรเจนเข้าไปขัดขวางการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม จนก่อให้เกิดอาการท้องอืดตามมาได้ ทว่าหากนำผักคะน้าไปปรุงสุก สารกอยโทรเจนก็จะละลายหายไปกับความร้อน เราก็จะกินคะน้าได้อย่างสบายท้องมากขึ้นนะคะ

          อย่างไรก็ตามคะน้าจัดเป็นผักที่มีสารตกค้างค่อนข้างสูง เนื่องจากคะน้าเป็นพืชที่ชอบมีศัตรูพืชมารบกวน เกษตรกรผู้ปลูกผักคะน้าจึงอาจจำเป็นต้องใช้ยากำจัดศัตรูพืชกับคะน้ามากขึ้น ส่งผลให้คะน้ามีสารตกค้างมาขึ้นไปด้วย ทว่าในปัจจุบันเกษตรอินทรีย์และการปลูกผักออร์แกนิกแพร่หลายมากขึ้น ก็หวังว่าผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จะมีทางเลือกซื้อคะน้าที่ปลอดสารพิษกันมาบริโภคกันมากขึ้นตามไปด้วยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562

5 แกงไทยต้านมะเร็ง ความอร่อยที่สู้โรคร้ายได้

แกงไทยต้านมะเร็ง   อาหารไทยที่นิยมกินกันทั่วโลก แท้จริงแล้วมีประโยชน์ซ่อนอยู่มากมาย อย่าง 5 แกงไทยที่ช่วยต้านมะเร็งได้ต่อไปนี้


แกงไทยต้านมะเร็ง   โรคมะเร็งกลายเป็นปัญหาสุขภาพประเด็นใหญ่ที่เกิดกับคนไทยและคนทั่วโลกมากขึ้น ซึ่งก็มีการสันนิษฐานกันว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารเป็นส่วนสำคัญที่ก่อความเสี่ยงโรคมะเร็งร้าย นี่ยังไม่รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ของคนสมัยนี้ที่เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งได้อีกหลายทาง ดังนั้นวิธีป้องกันมะเร็งจึงเป็น How to ที่หลายคนอยากรู้กันมาก โดยเฉพาะถ้าเป็นอาหารต้านมะเร็งได้ก็จะยิ่งดีเพราะสะดวกและเข้าถึงได้ง่าย วันนี้กระปุกดอทคอมจึงมี 5 แกงไทยต้านมะเร็ง อันเป็นผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลมาบอกต่อ

          โดย ผศ. ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากการวิจัยโดยนำน้ำแกง 5 ชนิดไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว เปรียบเทียบกับการให้ยารักษามะเร็ง แล้วดูผลจากการตายของเซลล์มะเร็ง ก็พบว่า ยารักษามะเร็งสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ประมาณ 70% ในขณะที่แกงไทยเองก็มีสรรพคุณต้านมะเร็งอยู่ด้วยเช่นกัน เรามาดูกันค่ะว่า แกงไทยต้านมะเร็ง 5 ชนิดที่ว่า มีแกงอะไรบ้าง โดยเรียงจากสรรพคุณต้านมะเร็งมากไปหาน้อย

1. แกงเลียง


          จากการศึกษาพบว่า น้ำแกงเลียงที่ได้มาจากผักหลากชนิดและเครื่องแกงมากสมุนไพร สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งแบบธรรมชาติได้ประมาณ 45%

2. แกงส้ม



          สำหรับแกงส้มที่ก็มีสมุนไพรหลากชนิดในเครื่องแกงก็พบว่า น้ำแกงส้มสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งแบบธรรมชาติได้ประมาณ 45% เท่ากัน

3. แกงป่า



          น้ำแกงป่าเผ็ดร้อนจากกระชาย หอมแดง พริก และใบกะเพรา สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งแบบธรรมชาติได้ประมาณ 45% เทียบเท่ากับแกงเลียงและแกงส้มเช่นกัน

4. ต้มยำ



          แม้ไม่ใช่อาหารประเภทแกง แต่ต้มยำก็มีสมุนไพรอย่างข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริก อยู่ด้วย ดังนั้นจากการศึกษาจึงพบว่า น้ำต้มยำสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งแบบธรรมชาติได้ประมาณ 30%

5. แกงเหลือง



          น้ำแกงเหลืองที่มีส่วนประกอบของขมิ้นและสมุนไพรชนิดอื่น ๆ มีอัตราฆ่าเซลล์มะเร็งอยู่ที่ 25%

          อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นวิธีตายของเซลล์มะเร็งให้เปรียบเทียบด้วย โดยต้องอธิบายก่อนว่า การตายของเซลล์มะเร็งมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ การตายแบบธรรมชาติ กล่าวคือ เซลล์มะเร็งจะตายทีละเซลล์โดยไม่กระทบกับเซลล์รอบข้าง และการตายแบบผิดธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงเซลล์มะเร็งถูกกระตุ้นจนเกิดการอักเสบ บวม และแตกตายในที่สุด โดยที่การแตกของเซลล์มะเร็งนั้น จะทำให้เซลล์รอบข้างได้รับผลกระทบและตายไปด้วย ซึ่งจากการลงลึกวิธีตายของเซลล์มะเร็งก็พบว่า การตายแบบผิดธรรมชาติพบได้น้อยที่สุดในแกงเลียง รองลงมาคือต้มยำ แกงส้ม แกงป่า และแกงเหลือง

          ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า แกงเลียงเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุด รองลงมาคือแกงส้มและแกงป่านั่นเองค่ะ

          ทั้งนี้ ทีมวิจัยซึ่งมีความสนใจในสรรพคุณของแกงเลียงอยู่แล้วนั้น ก็ได้ทำการต่อยอดงานวิจัยกับหนูทดลองด้วย โดยทีมวิจัยได้ทำแกงเลียงแล้วนำไปเข้าสู่กระบวนการอบให้แห้ง จากนั้นก็นำแกงเลียงอบแห้งไปป้อนหนู โดยทีมวิจัยได้แบ่งหนูทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นหนูที่เลี้ยงตามปกติ กลุ่มที่สองเป็นหนูที่ให้สารก่อมะเร็ง และกลุ่มที่สามเป็นหนูที่ให้แกงเลียงอบแห้งมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งการทดลองนี้ใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ โดยในสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ทางทีมวิจัยจะชักนำให้หนูทดลองทั้งหมดได้รับสารก่อมะเร็ง ซึ่งเมื่อครบ 6 สัปดาห์ หลังจากผ่าตัดลำไส้หนูมาดูก็พบว่า หนูที่ไม่ได้รับแกงเลียงเลย จะมีโอกาสเกิดเซลล์ผิดปกติมากกว่าหนูที่ได้รับแกงเลียงกว่า 50% เลยล่ะค่ะ

          อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษากับหนูทดลอง ยังไม่ได้เคยทดลองในคน และทีมวิจัยยังชี้แจงชัดว่า แกงทั้ง 5 ชนิดนี้ไม่สามารถรักษามะเร็งได้ เพียงแต่อาจช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้บ้างเท่านั้น และยังไงการรักษามะเร็งด้วยยาก็ดีที่สุด

          อ้อ ! แม้จะกระจ่างแล้วว่าแกงเลียงเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ทว่าก็ไม่แนะนำให้กินแต่แกงเลียงเป็นอาหารนะคะ เพราะร่างกายเราอาจได้รับสารอาหารไม่หลากหลายและครบถ้วน ดังนั้นกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พร้อมกับมีแกงเลียง แกงส้ม แกงป่า แกงเหลือง และต้มยำเป็นอาหารโปรดก็พอ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562

ช็อกโกแลตคัสตาร์ดอะโวคาโด ของหวานสไตล์รอว์ฟู้ดเอาใจคนรักสุขภาพ

ช็อกโกแลตคัสตาร์ดอะโวคาโด   ชวนทำช็อกโกแลตคัสตาร์ด เบเกอรี่สไตล์รอว์ฟู้ด (Raw Food) ทำง่าย ๆ  ไม่ต้องอบ แต่ใช้การปั่น เนื้อนุ่ม รสชาติเข้มข้นเหมือนมูสช็อกโกแลต ปังเว่อร์ !

ช็อกโกแลตคัสตาร์ดอะโวคาโด     กระแสอาหารรอว์ฟู้ด (Raw Food) แม้จะดังในแถบตะวันตก แต่บ้านเราก็มีคนกินอาหารมังสวิรัติ หรือเมนูอาหาร Vegan แบบรอว์ฟู้ดเหมือนกัน ดังเห็นจากมีร้านอาหาร Raw Food ตัวอย่างอาหาร Raw Food หรือเมนู Raw Food Diet เช่น สลัด ผลไม้สด น้ำผัก น้ำผลไม้คั้นสด หรืออาหารปรุงสุก เช่น ข้าวกล้อง เผือก มัน ธัญพืชต่าง ๆ เต้าหู้ เห็ด สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากกินของหวานตบท้ายของคาวก็มีเหมือนกันนะคะ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำช็อกโกแลตคัสตาร์ด (Milk Chocolate Custard) สูตรจาก นิตยสาร Gourmet & Cuisine สูตรนี้เพิ่มอะโวคาโดเข้าไปด้วย ทำง่าย ๆ แค่เอาส่วนผสมทั้งหมดไปปั่นจนละเอียด มาพร้อมวิธีทำนมอัลมอนด์ ง่ายแบบนี้ห้ามพลาดนะคะ


          Raw Food with Matthew Kenney
          คงต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมากระแสรักสุขภาพมาแรงมากทั้งการออกกำลังกายและการกินอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงต่าง ๆ สำหรับสายเฮลธ์ตี้แล้วยังมีอาหารเพื่อสุขภาพอีกประเภทซึ่งยังเป็นที่นิยมอยู่ในต่างแดนคือ "อาหารรอว์ฟู้ด" (Raw Food) เป็นอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงโดยใช้ความร้อน หรือถ้าจะใช้ก็ต้องไม่สูงเกินกว่า 49 องศาเซลเซียส เพื่อให้สารอาหารยังคงอยู่ได้มากที่สุด ตัวอย่างอาหารรอว์ฟู้ดที่นึกออกง่าย ๆ เช่น สลัดผัก ปลาดิบ และธัญพืชต่าง ๆ


ช็อกโกแลตคัสตาร์ด (Milk Chocolate Custard) จาก นิตยสาร Gourmet & Cuisine คลิกเลย
ส่วนผสม ช็อกโกแลตคัสตาร์ด (สำหรับ 2 ที่)
อะโวคาโดสุก 1 ลูก
นมอัลมอนด์ (Almond Milk) 1/2 ถ้วย
น้ำเชื่อมอากาเว (Agave) 1/4 ถ้วย
ผงโกโก้ 1/4 ถ้วย
กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
อบเชยป่นและเกลือป่นเล็กน้อย
ผงโกโก้ 1/4 ถ้วย
เมล็ดโกโก้นิป เบอร์รี และเกลือทะเลสำหรับเสิร์ฟ

ส่วนผสม นมอัลมอนด์
อัลมอนด์ดิบชนิดไม่มีเปลือก 1 ถ้วย
น้ำ 3 ถ้วย

วิธีทำนมอัลมอนด์ (Almond Milk)
     1. แช่อัลมอนด์ดิบในน้ำจนนิ่ม
     2. นำอัลมอนด์ไปปั่นกับน้ำจนละเอียด
     3. เทใส่ถุงสำหรับกรอง บีบน้ำออกจะได้นมอัลมอนด์

วิธีทำช็อกโกแลตคัสตาร์ด
     1. ปั่นอะโวคาโดสุก นมอัลมอนด์ น้ำเชื่อมอากาเว กลิ่นวานิลลา อบเชยป่น เกลือป่นเล็กน้อย และผงโกโก้ จนเนียน โดยใส่ผงโกโก้หลังสุด
     2. จากนั้นนำไปแช่เย็นไว้ โรยหน้าด้วยเมล็ดโกโก้นิป เบอร์รี และเกลือทะเลตามชอบ



          เมื่อเร็ว ๆ นี้เอวาซอน หัวหิน ได้เปิดโรงเรียนสอนทำอาหารรอว์ฟู้ดอย่างจริงจังชื่อว่า “Matthew Kenney Culinary” ซึ่งเป็นหลักสูตรจากตัวจริงของอาหารรอว์ฟู้ดชาวอเมริกัน “แมทธิว เคนนี่” (Matthew Kenney) มีสอนทั้งคลาสระยะยาวร่วมเดือนและคลาสสั้น ๆ ที่เรียนทุกสุดสัปดาห์ หลักสูตรนี้เรียกได้ว่าฮิตมากที่อเมริกา เพราะเชฟทั้งหลายต่างต่อแถวไปเรียนทำอาหารเพื่อสุขภาพนี้

          แม้ว่าเชฟแมทธิวจะไม่ได้เป็นคนลงมือสอนเอง แต่เราได้ร่วมเรียนคลาสระยะสั้นที่เรียกว่า “Weekend Intensive” ซึ่งจะได้เรียนรู้พื้นฐานในการทำอาหารรอว์ฟู้ด การแนะนำอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องปั่นความเร็วสูง เครื่องอบแห้ง (Dehydrators) และเครื่องสไลซ์

          รอว์ฟู้ดไม่ได้กินแค่สลัดอย่างเดียว แต่ยังทำเมนูได้หลากหลายโดยใช้ส่วนผสมที่จำกัด เช่น รสหวานจากอินทผลัม ผลไม้แห้ง น้ำเชื่อมเมเปิล และน้ำเชื่อมจากต้นอากาเว (พืชชนิดเดียวกับต้นกระบองเพชร) ส่วนรสเค็มได้จากเกลือทะเล มิโซะ สาหร่าย รสเปรี้ยวจากผลไม้ต่าง ๆ เช่น เสาวรส เลมอน มะนาว และสับปะรด รสขมจากเคล (Kale) พาร์สลีย์ อบเชย และรสมันจากน้ำมันมะพร้าว อะโวคาโด งาบด และน้ำมันมะกอก

          ในคลาสนี้เราเรียนวิธีทำนมอัลมอนด์ (Almond Milk) โดยนำเมล็ดอัลมอนด์ปั่นกับน้ำและคั้นด้วยถุงผ้า เหมาะสำหรับคนที่ย่อยนมไม่ได้ และนมอัลมอนด์นี้ยังใช้ทำอาหารรอว์ฟู้ดอื่น ๆ ได้อีก และยังถูกใจกับเมนูสลัดที่นำเห็ดออรินจิมาสไลซ์บาง ๆ หมักกับน้ำมันมะกอกและเก็บไว้ในถุงสุญญากาศ รสชาติและเนื้อสัมผัสเหมือนกับหอยเชลล์ดิบไม่ผิดเพี้ยน และยังมีของหวานที่ปั่นจากผงโกโก้และอะโวคาโดสุก เนื้อนุ่ม รสชาติเข้มข้นเหมือนช็อกโกแลตมูส กินแล้วฟินเหมือนได้กินช็อกโกแลตแท้ ๆ อร่อยและยังสุขภาพดีอีกด้วย

          ใครกำลังมองหาของหวานเพื่อสุขภาพ อยากให้ลองมาทำเมนูช็อกโกแลตคัสตาร์ดกันดูค่ะ สูตรทำง่าย ไม่ต้องใช้เตาอบ หรืออุปกรณ์อะไรเยอะเลย มีแค่เครื่องปั่นชิ้นเดียวก็เอาอยู่ แถมยังมีวิธีทำนมอัลมอนด์เอาไว้ดื่มรองท้องยามหิวด้วย มามะเข้าครัวกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

ประโยชน์ของหัวปลี เทรนด์นี้มาแรง กินแทนเนื้อสัตว์ แคลอรีต่ำ !

ประโยชน์ของหัวปลี   หัวปลีที่เรากินกันมาตั้งแต่เด็ก กำลังบูมมาก ๆ ในต่างประเทศ เพราะรสชาติคล้ายเนื้อสัตว์ แต่แคลอรีต่ำ ซ้ำยังเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์


ประโยชน์ของหัวปลี   หัวปลี นับเป็นกระแสอาหารเพื่อสุขภาพที่มาแรงในต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มคนกินมังสวิรัติ เพราะหัวปลีมีเส้นใยเหนียวแน่น ให้รสสัมผัสคล้ายเนื้อสัตว์ ที่สำคัญหัวปลีมีแคลอรีต่ำมาก คนที่กำลังลดน้ำหนักก็สนใจเทรนด์กินหัวปลีมากเหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ราคาหัวปลีในต่างประเทศจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละพันบาท ! โอ้โห...บูมขนาดนี้เราต้องมาอ่านสรรพคุณของหัวปลีสักหน่อยแล้วล่ะค่ะว่าหัวปลีประโยชน์ดียังไง

หัวปลี ของดีจากไทยไปไกลถึงเมืองนอก

          หัวปลี ภาษาอังกฤษเรียก Banana blossom หรือ Banana flower เพราะหัวปลีเป็นส่วนดอกของต้นกล้วยนั่นเองค่ะ ส่วนในบ้านเราเรียกกันทั้งหัวปลี ปี๋ (เหนือ) และปลีกล้วย แล้วแต่ความถนัดและความเคยชินของท้องถิ่นต่าง ๆ

หัวปลี ลักษณะเป็นอย่างไร

          หัวปลีมีรูปทรงคล้ายหยดน้ำ โคนปลีกว้าง ปลายปลีแหลม หัวปลีเป็นส่วนดอกของต้นกล้วยที่ทำหน้าที่ห่อหุ้มกล้วยหลาย ๆ ผลรวมกัน หัวปลีจะผลิกล้วยออกมาหลายหวีจนกระทั่งไม่คายกาบออกมาเป็นกล้วยแล้ว ซึ่งคราวนี้ก็จะเหลือแต่หัวปลีที่มีเนื้อสีขาวภายใน หรือที่เรียกกันว่าปลีกล้วยนั่นแหละค่ะ



คุณค่าทางโภชนาการของหัวปลี

          ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แสดงคุณค่าทางโภชนาการของหัวปลีในปริมาณ 100 กรัม ดังนี้

          - พลังงาน 28 กิโลแคลอรี

          - น้ำ 92.3 กรัม

          - โปรตีน 1.4 กรัม

          - ไขมัน 0.2 กรัม

          - คาร์โบไฮเดรต 5.2 กรัม

          - กากใยอาหาร 0.8 กรัม

          - เถ้า 0.9 กรัม

          - แคลเซียม 28 มิลลิกรัม

          - ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม

          - ธาตุเหล็ก 0.7 มิลลิกรัม

          - วิตามินเอ 26 ไมโครกรัม

          - ไทอะมีน 0.01 มิลลิกรัม

          - ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม

          - ไนอะซิน 0.6 มิลลิกรัม

          - วิตามินซี 25 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของหัวปลี มีดีตรงไหน ?

          มาดูสรรพคุณของหัวปลี ของดีจากบ้านเรากันบ้างดีกว่า

1. บำรุงเลือด

          หัวปลีมีธาตุเหล็กสูง ช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโลหิตจาง โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์หรือคุณแม่หลังคลอดบุตร

2. ขับน้ำนม



          ด้วยสรรพคุณหัวปลีที่ช่วยบำรุงเลือด ทำให้หัวปลีมีประโยชน์ในการช่วยขับน้ำนมของหญิงหลังคลอดบุตร โดยให้รับประทานเมนูหัวปลีหลังคลอดใหม่ ๆ จะช่วยขับน้ำนมได้ดีมาก

3. ลดระดับน้ำตาลในเลือด

          การศึกษาในวารสาร Phytoterapy Research เมื่อปี 2000 เผยผลการวิจัยฤทธิ์ของหัวปลีกับการลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยทดลองให้หนูกินหัวปลี 0.15-0.25 กรัมต่อน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ตลอดระยะเวลา 30 วัน ซึ่งพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของหนูลดลง และมีระดับฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้ยังอยู่ในขอบเขตของสัตว์ทดลองเท่านั้น ส่วนการทดลองในคนยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

4. ลดการอักเสบในร่างกาย



          ในหัวปลีมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า มีทานอล ซึ่งงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Science and Biotechnology เมื่อปี 2010 พบว่า สารสกัดจากหัวปลีมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ค่อนข้างมาก และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ป้องกันการอักเสบในร่างกายได้

5. ประจำเดือนมามาก หัวปลีช่วยได้

          แมัห้วปลีจะมีสรรพคุณบำรุงเลือด แต่สำหรับสาว ๆ ที่ประจำเดือนมามากเกินไป (ต้องใช้ผ้าอนามัยเกิน 5 ชิ้นต่อวัน) หัวปลีจะช่วยลดปริมาณเลือดประจำเดือนให้ได้ค่ะ โดยหัวปลีมีสรรพคุณกระตุ้นร่างกายให้สร้างฮอร์โมนโปรเจสเทอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย ช่วยให้ปริมาณเลือดประจำเดือนที่มามาก มาเกินความจำเป็นลดน้อยลงไปได้

6. ช่วยต้านเศร้า



          หัวปลีมีแมกนีเซียม ธาตุอาหารสำคัญที่มีผลรักษาอาการซึมเศร้า ดังนั้นใครรู้สึกไม่ค่อยดี เหมือนซึม ๆ เศร้า ๆ ลองรับประทานหัวปลีสักเมนูสิคะ

7. รักษาโรคกระเพาะ

          ยางจากหัวปลีมีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะอาหาร โดยวิธีใช้ให้นำหัวปลีมาเผาแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มให้ได้ประมาณครึ่งแก้ว ใช้เป็นยาเคลือบกระเพาะก่อนรับประทานอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง สูตรนี้เป็นยาโบราณเลยล่ะค่ะ

หัวปลี

ข้อควรระวังในการกินหัวปลี

          หัวปลีเป็นสมุนไพรที่มีแป้งซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทีหลัง ดังนั้นคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็พยายามอย่ากินหัวปลีเยอะจนเกินไป เพราะอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้นะคะ

หัวปลีทำเมนูอาหารอะไรได้บ้าง



          สำหรับคนที่คิดเมนูหัวปลีไม่ออก กระปุกดอทคอมขอนำเสนอเมนูหัวปลีกินง่าย อร่อยแซ่บ ไม่อ้วนด้วย 

               - ยำหัวปลีกุ้งสด เมนูยำสูตรโบราณอร่อยแซ่บเครื่องแน่นสไตล์เรา

          นอกจากอร่อยแล้ว หัวปลียังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย และยังเป็นอาหารมังสวิรัติที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง แคลอรีต่ำ ที่สำคัญรสชาติยังคล้ายเนื้อสัตว์ไม่เบาเลยล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562

10 ผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง บำรุงผิวพรรณ-ชะลอวัย หน้าใสไม่ต้องศัลย์

ผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง  วิตามินอี ร่างกายเราสร้างขึ้นมาเองไม่ได้ ต้องรับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น และผลไม้เหล่านี้แหละมีวิตามินอีเยอะ


ผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง   ผลไม้เป็นอาหารในหมวดอาหารเพื่อสุขภาพ และเราก็ทราบกันดีว่าผลไม้มีวิตามินอยู่ในตัวค่อนข้างเยอะ บางชนิดก็มีวิตามินซีมาก บางชนิดก็เป็นผลไม้ที่มีวิตามินอีมาก ซึ่งนอกจากอาหารจำพวกน้ำมันจากพืชแล้ว ผลไม้เหล่านี้แหละมีวิตามินอีค่อนข้างสูง ว่าแต่วิตามินอีดีต่อร่างกายยังไง ลองอ่านข้อมูลด้านล่างนี้เลยค่ะ

* วิตามินอี ดียังไง

          วิตามินอี หรือโทโคฟีรอล (Tocopherol) เป็นวิตามินที่มีความสำคัญ ร่างกายจำเป็นต้องได้รับวิตามินอีจากการรับประทานอาหาร โดยวิตามินอีก็มีประโยชน์ดี ๆ ต่อร่างกาย ดังนี้

          - ลดโอกาสเกิดภาวะอักเสบในร่างกาย โดยการทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับอนุมูลอิสระ จึงช่วยปกป้องเซลล์ต่าง ๆ จากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย ช่วยชะลอวัย ดูแลผิวพรรณ

          - ช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ให้หายเร็วขึ้น

          - ช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง

          - ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด จึงช่วยลดอัตราเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ 

          - กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

          - ช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมไปถึงระบบสืบพันธุ์ของร่างกาย

          - บำรุงสายตา ชะลอการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม ลดความเสี่ยงโรคต้อกระจก

          อย่างไรก็ตาม วิตามินอีเป็นวิตามินชนิดที่ร่างกายเราผลิตขึ้นมาเองไม่ได้ จึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินอีจากอาหารและผลไม้นะคะ

* เช็กลิสต์ผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง

1. ขนุน



          ผลไม้กลิ่นแรงที่มีประโยชน์เกินคาด โดยนอกจากขนุนจะมีวิตามินอีสูงแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามินบีรวม สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินซี และแร่ธาตุชนิดอื่น ๆ ที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของผิวพรรณและมีส่วนช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและริ้วรอยอีกด้วย

          - ประโยชน์ของขนุนที่เราไม่เคยรู้ บำรุงผิวพรรณ ป้องกันมะเร็งก็ได้

2. มะขามเทศ



          มะขามเทศเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และในมะขามเทศเองก็มีวิตามินอีอยู่ไม่น้อย ดังนั้นทั้งวิตามินซีและวิตามินอีในมะขามเทศจึงผนึกกำลังกันต้านอนุมูลอิสระ บำรุงร่างกาย ปกป้องความเสื่อมของเซลล์ผิว ลดโอกาสเกิดภาวะอุดตันของเส้นเลือด และยังช่วยในการขับถ่ายเพราะมะขามเทศมีไฟเบอร์มากอีกด้วย

3. มะม่วง



          มะม่วงเป็นผลไม้ที่มีให้กินเกือบทุกฤดูเลยก็ว่าได้ และประโยชน์ของมะม่วงที่น่าสนใจมาก ๆ คือเป็นผลไม้ที่มีวิตามินอีอยู่ด้วย โดยเฉพาะมะม่วงเขียวเสวยดิบ มะม่วงเขียวเสวยสุก มะม่วงน้ำดอกไม้สุก และมะม่วงยายกล่ำสุก

          - ประโยชน์ของมะม่วง ผลไม้มากคุณค่า ไม่คว้าไว้จะเสียใจ

4. มะเขือเทศราชินี



          กินมะเขือเทศแล้วผิวจะสวย ข้อมูลนี้เรารู้กันมานาน นั่นก็เพราะมะเขือเทศมีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงผิวพรรณ รวมทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะในมะเขือเทศราชินีลูกจิ๋ว ๆ สรรพคุณไม่เล็กน้อยเลยนะจะบอกให้

            - 10 ประโยชน์ของมะเขือเทศราชินี เพื่อนซี้คนรักสุขภาพ

5. แก้วมังกรเนื้อชมพู



          แก้วมังกรเนื้อสีชมพูออกม่วงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชนิดแอนโทไซยานิน มีวิตามินซี วิตามินอี ค่อนข้างสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ควบคุมน้ำตาลในเลือด ช่วยลดน้ำหนัก แก้ท้องผูก บำรุงผิวพรรณ และช่วยขับสารพิษในร่างกายก็ได้ด้วย

          - ประโยชน์ของแก้วมังกรที่สาว ๆ รักสุขภาพควรรู้

6. สตรอว์เบอร์รี



          ผลไม้สีแดงสดรสชาติอร่อยอย่างสตรอว์เบอร์รีไม่ได้มีดีแค่ที่เรา ๆ ทราบกัน เพราะนอกจากสตรอว์เบอร์รีจะมีวิตามินซีสูงแล้ว ในสตรอว์เบอร์รียังมีวิตามินอีค่อนข้างมาก มีส่วนสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และช่วยบำรุงหัวใจ

          - 12 ประโยชน์จากสตรอว์เบอร์รี ผลไม้มีดีสีแดงสด

7. กล้วยไข่



          ในบรรดากล้วยทุกชนิด กล้วยไข่เป็นกล้วยที่มีวิตามินอีอยู่มากที่สุด และข้อดีของกล้วยไข่คือกินง่าย รสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เฉพาะตัว ที่สำคัญกล้วยยังมีเพคตินช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและระบบขับถ่าย แถมยังช่วยบำรุงผิวพรรณได้ด้วยนะ

8. ทับทิม



          วิตามินอีหาได้จากทับทิมด้วยเหมือนกันค่ะ โดยนอกจากวิตามินอีแล้ว ในเมล็ดทับทิมยังมีวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค และสารอาหารที่มีประโยชน์อีกเพียบ !


          - ประโยชน์ของทับทิม ผลไม้คุณค่าสูงยิ่ง ป้องกันได้หลายโรค

9. อะโวคาโด



          วิตามินอีละลายได้ดีในไขมัน และอะโวคาโดก็เป็นผลไม้ที่มีกรดไขมันชนิดดีอยู่ถึง 70% ดังนั้นเมื่อเรากินอะโวคาโดเข้าไป ร่างกายก็จะได้รับวิตามินอีที่ถูกไขมันละลายแบบพร้อมใช้ประโยชน์แล้วเรียบร้อย กลายเป็นความอร่อยที่ทุกคนคู่ควร

          - อะโวคาโด สรรพคุณแจ่มซะ รักษาโรคสารพัด ถ้าอยากสวยก็จัดให้

10. กีวี



          วิตามินอีพบได้ในกีวีด้วยเช่นกัน ทั้งในกีวียังมีสารพฤกษเคมีอีกหลายชนิดที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และยังมีวิตามินซีช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอีกด้วย

          - กีวี ประโยชน์ดี ๆ ที่ต้องบอกต่อ

          นอกจากผลไม้ที่มีวิตามินอีเหล่านี้แล้ว วิตามินอียังพบได้มากในน้ำมันจากธัญพืชและถั่วเปลือกแข็ง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย จมูกข้าวสาลี เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอนด์ ผักใบเขียว เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดาว ผักโขม ปวยเล้ง เป็นต้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com